วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เป่าฮื้อ ของขวัญจากท้องทะเล


เป่าฮื้อ (Abalone) เป็นสัตว์ประเภทหอยฝาเดียวที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน จัดเป็นอาหารทะเลชั้นเลิศ ถูกนำมาใช้เป็นอาหารบำรุงสุขภาพที่รู้จักกันแพร่หลายมานานกว่า 21 ศตวรรษ เป็นอาหารทะเลที่มีคุณค่ามหัศจรรย์ทางโภชนาการ ให้โปรตีนสูงแคลอรี่ต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ที่สำคัญคือ เป็นอาหารทะเลที่มีคลอเรสเตอรอลเพียง 0.059% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับอาหารทะเลชนิดอื่นๆ และปราศจากกรดยูริก

เป่าฮื้อเป็นอาหารรสดี และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในแปดอาหารสุดยอดของชาวจีนมาแต่โบราณ ถือว่าเป็นอาหารจักรพรรดิ เนื่องจากมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายหลายอย่าง และด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการศึกษาค้นคว้าวิจัยคุณค่าทางโภชนาการของหอยเป่าฮื้อในทางการแพทย์อย่างกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน

GAGs รหัสลับสำคัญในเป่าฮื้อ
จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ในที่สุดเราจึงได้พบกับคำตอบที่เป็นรหัสลับจากคุณประโยชน์ของเป่าฮื้อ นั่นก็คือ GAGs หรือ Glycosminoglycans กลุ่มสารสำคัญที่มีอยู่ในร่างกายของคนเรา ซึ่งพบได้ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น กระดูกอ่อน เอ็น ผิวหนัง หลอดเลือด และที่สำคัญได้แก่ น้ำเลี้ยงไขข้อ เมื่ออายุมากขึ้น สาร GAGs ในน้ำเลี้ยงไขข้อและกระดูกอ่อนจะมีปริมาณลดลง ทำให้เริ่มสูญเสียคุณสมบัติในการทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทก และการหล่อลื่นบริเวณข้อต่อต่างๆ ก่อให้เกิดการสัมผัสเสียดสีกันโดยตรงของกระดูกผิวข้อ นานวันเข้าจึงกลายเป็นโรคข้อเสื่อมตามมาในที่สุด

การได้รับสารอาหารที่มีส่วนประกอบ GAGs จึงช่วยบำรุงกระดูก ไขข้อ และเป็นผลดีกับผู้ที่มีภาวะของโรคข้อเสื่อม โดยการเสริมสร้างเนื้อเยื่อบริเวณข้อเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนั่นเอง

คุณประโยชน์สำหรับผู้มีปัญหาข้อเสื่อมเรื้อรัง
GAGs ที่พบในร่างกายของเรา เป็นกลุ่มของสารประกอบหลายชนิดรวมกัน เช่น เฮปปาแรน ซัลเฟต (Heparan sulfate) คอนดรอยติน ซัลเฟต (Chondroitin sulfate) เดอมาแทน ซัลเฟต (Dermatan sulfate) และกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid) เป็นต้น

ล่าสุดมีรายงานวิจัยทางการแพทย์ถึง GAGs ในรูปแบบของ Chondroitin Sulfate กับกลุ่มคนไข้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก ข้อเข่า จำนวน 622 คน พบว่ากลุ่มที่ได้รับ Chondroitin Sulfate สามารถลดการสึกหรอของกระดูกอ่อนบริเวณข้อได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ดังนั้นเป่าฮื้อจึงเป็นความหวังใหม่ของผู้ที่มีปัญหาข้อเสื่อมเรื้อรัง เป็นวิธีที่ปลอดภัยและสามารถใช้ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ได้ การรับประทานเป่าฮื้อเป็นประจำและต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มปริมาณสาร GAGs ให้แก่ร่างกาย ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อเสื่อม GAGs จะเข้าไปเพิ่มปริมาณน้ำเลี้ยงไขข้อโดยตรง ช่วยลดอาการปวด อักเสบ และทำให้การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น

นอกจาก GAGs แล้วเป่าฮื้อยังประกอบไปด้วย
คอลลาเจน เป็นสารที่พบได้ในกระดูก ผิวหนัง หลอดเลือด มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ช่วยเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ให้แข็งแรง มีความยืดหยุ่นดีจึงชะลอการเกิดริ้วรอย ให้ผิวเปล่งปลั่ง กระชับ ไม่หย่อนคล้อย

กรดอะมิโน 17 ชนิด (10 ชนิด เป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้) ช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

วิตามินและเกลือแร่ เช่น วิตามิน B1 B2 B6 B12 และวิตามิน E ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

อร่อยได้คุณค่า…สาหร่ายทะเล


สาหร่ายทะเล จัดเป็นพืชผักที่ให้พลังงานต่ำ ย่อยง่าย แต่มีคุณค่าอาหารสูง มีหลายชนิด เช่น สาหร่ายโนริ สาหร่ายคอมบุ และสาหร่ายวาคะเมะ จะมีสารอาหารมากเป็นพิเศษ สารอาหารที่มีในสาหร่ายทะเล คือ โปรตีนซึ่งมีมากกว่าในเนื้อสัตว์ มีแคลเซียมมากกว่านมถึง 14 เท่า ธาตุเหล็กมีมากกว่าเนื้อสัตว์ 3-8 เท่า มีไอโอดีนมากกว่าในอาหารทะเล และยังมีวิตามินเอ วิตามินซี ไทอามีน ไรโบฟลาวิน วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และไนอาซีนมากกว่าในผัก ผลไม้

มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคกระดูกผุ ชำระล้างหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต รักษาโรคท้องผูก สมานแผลในกระเพาะอาหาร กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค บรรเทาไขข้ออักเสบ เป็นยาระงับประสาท ช่วยกำจัดแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อสารมะเร็ง

ที่สำคัญสาหร่ายทะเล เป็นอาหารและขนมที่ยอดนิยมสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ และคุณผู้หญิงที่ห่วงใยดูแลรูปร่าง เพราะเป็นอาหารที่มี ไขมัน แคลอรี่ที่ต่ำ ให้โปรตีนสูง ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย และผิวพรรณ ซึ่งในปัจจุบัน สาหร่าย ยังเป็นส่วนประกอบที่ช่วย เพิ่มรสชาติให้กับหลายเมนูทั้งอาหารไทย และอาหารญี่ปุ่น และยังเป็นเครื่องปรุงสำคัญของอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์อีกด้วย สาหร่ายทะเลส่วนใหญ่อุดมด้วยคุณค่าดังต่อไปนี้

1. ทองแดงและเหล็ก มีประโยชน์ต่อเลือด
2. แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
3. โพแทศเซียม ช่วยควบคุมเซลล์รวมถึงความสมดุลของน้ำในร่างกาย
4. แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก
5. ไอโอดีน จำเป็นต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ ต่อมนี้ผลิตฮอร์โมนควบคุมระบบการเผาผลาญ อาหารในร่างกายให้เป็นปรกติ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย ถ้าขาดไอโอดีน ต่อมไทรอยด์จะบวมโต ทำให้เป็นโรคคอพอกได้
6. ใยอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระทำให้ท้องไม่ผูกและเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหาร
7. วิตามินบีและเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของสาหร่ายที่นำมาปรุงอาหาร
8. สังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

แม้ว่าสาหร่ายจะมีประโยชน์อันหลากหลาย แต่หากทานมากเกินไปก็มีโทษเช่นกัน เพราะตามปกติสาหร่ายอบแห้งธรรมดาที่ยังไม่นำมาปรุงอาหารก็มี รสเค็มโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อนำมาปรุงรสโดยการอบซอส ปริมาณของโซเดียมในสาหร่ายจึงมีมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับไอโอดีน มากเกินความต้องการ ซึ่งจะมีผลทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ มีอาการกระวนกระวาย ใจสั่น และหิว ตลอดเวลา

นอกจากนี้ สาหร่ายทะเลยังมีสารจำพวกนิวคลีอิก ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ แล้วถ้ากินมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เป็นโรคเกาต์ได้ด้วย ขณะเดียวกันผู้ที่เป็นโรคไตหรือความดันเลือดสูง ก็จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการกินสาหร่ายที่มีเกลือโซเดียมสูง

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

เกรปฟรุต ตัวช่วยลดน้ำหนัก


เกรปฟรุต เป็นผลไม้ยอดนิยมของคนอเมริกันที่อยากหุ่นสวยในยุคก่อนสงครามโลก และด้วยคำพูดปากต่อปาก จึงได้รับความนิยมมาถึงยุคปัจจุบัน

นักโภชนาการของวิทยาลัยเซนต์แมรีส์โดมินิกัน ในอเมริกาบอกว่า หลายคนเชื่อว่าหากินเกรปฟรุตร่วมกับอาหารที่มีโปรตีนสูง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดกลไกเผลผลาญไขมันในร่างกายะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว

แม้ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัดถึงข้อเท็จจริงนี้ แต่มื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาว่าเกรปฟรุตสดและผลิตภัณฑ์จากเกรปฟรุตต่อการลดน้ำหนักในคนอ้วน ได้ผลดี เมื่อให้คนทดลองทานเกรปฟรุตสดครึ่งผลต่อเนื่องกัน 12 สัปดาห์ จะลดน้ำหนักได้มากที่สุดเมื่อเทียลกับกลุ่มที่ทานน้ำเกรปฟรุตและเกรปฟรุตในรูปแคปซูลเป็นประจำ

นักกำหนดอาหารวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะเกรปฟรุตให้พลังงานต่ำ มีใยอาหารสูง เมื่อกินก่อนอาหารจึงช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วและกินอาหารลดลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงตามมา โดยคุณสมบัตินี้สามารถพบได้ในผักแลผลไม้ชนิดอื่นเช่นกัน

ดังนั้นจึงมีการสรุปหลังการทดองว่า ถ้าต้องการกินเกรปฟรุตเพื่อลดน้ำหนัก ก็ให้กินครึ่งผลหรือดื่มน้ำคั้น 1 แก้ว ก่อนอาหาร เพื่อช่วยให้รู้สึกอิ่ม ทั้งนี้เพื่อสุขภาพที่ดีควรผลัดเปลี่ยนเป็นผลไม้ชนิดอื่นที่รสไม่หวานเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบหลากหลาย ร่วมกับควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ และออกกำลังกายเพื่อเพิ่มระบบเผาผลาญของร่างกายด้วย

ใครที่กลัวหาเกรปฟรุตไม่ได้ สมัยนี้มีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าแล้วเช่นกันไม่ได้หายากอย่างสมัยก่อน แต่ถ้ายากหนักก็ลองหาผลไม้ไทยตัวอื่นมาทดแทนก็มีไม่น้อยเช่นกัน

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

มะตูม: ยาอายุวัฒนะ


มะตูม เป็นทั้งผลไม้และสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นตัวแทนของพระอิศวร ส่วนต่างๆ ของมะตูมมีสรรพคุณทางยา ใช้แก้อาการต่างๆ อาทิ

- ใบ มีรสปร่า ขื่น มัน ใช้บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้หวัด แก้กระหายน้ำ หลอดลมอักเสบ ตาเจ็บ เยื่อตาอักเสบ แก้เสมหะ มูกเลือด เลือดเป็นพิษ แก้หืด แก้บวม แก้ลงท้อง และฝีเปื่อยพัง

- ดอก ใช้แก้บวม แก้ตกเลือด ขับพยาธิ แก้ลงท้อง และฝีเปื่อยพัง

- ผลอ่อน มีรสฝาด ร้อน ปร่า ขื่น นำมาหั่นแล้วผึ่งให้แห้ง นำมาบดให้เป็นผง หรือต้มรับประทาน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้ปวดศีรษะ ตาลาย ลดความดันโลหิตสูง ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ท้องเสีย แก้บิด แก้โรคกระเพาะอาหาร

- ผลแก่ มีรสหวาน เย็น นำมาต้มดื่มหรือเอาเนื้อรับประทาน ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุไฟ แก้ไข้ แก้ลม ช่วยเจริญอาหาร แก้ไอ ขับเสมหะ ไล่ลมในลำไส้ แก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด พิษจากฝี และหืดหอบ

- แก่น แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง

- หนาม ใช้ แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ช่วยลดความร้อน และแก้พิษจากฝีต่างๆ

- ราก มีรสฝาดปร่า ซ่า ขื่นเล็กน้อย ใช้รักษาน้ำดี แก้หืดหอบ ไอ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ลมอัดแน่น และช่วยขับปัสสาวะ

อากาศร้อนๆ อย่างนี้ ได้น้ำมะตูมเย็นๆ สักแก้วก็คงจะดีนะ เพราะการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงหน้าร้อนเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจให้มาก โดยเน้นที่การกินอาหารให้ได้สัดส่วนของผักและน้ำดื่มสมุนไพรหรือน้ำผลไม้ให้มากกว่าเดิม ก็จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้มากทีเดียว ซึ่งน้ำมะตูมนั้น นอกจากจะดื่มเพื่อคลายร้อนได้แล้ว ว่ากันว่ายังเป็น “ยาอายุวัฒนะ” ด้วย

คนส่วนใหญ่นิยมทานผลสุก เพราะเป็นผลไม้รสชาติอร่อย อาจจะนำมาฝานเป็นแผ่นบางๆ ตากแห้ง ใช้ต้มทำน้ำมะตูมหรือทำชา นอกจากนี้ สารสกัดจากใบมะตูมยังช่วยทำให้เนื้อตับและไตที่ผิดปกติเนื่องจากภาวะของเบาหวานสามารถกลับคืนสู่ภาวะใกล้เคียงปกติได้ รวมทั้งช่วยในการฟื้นฟูตับอ่อนที่ถูกทำลาย

น้ำมะตูม มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยให้เจริญอาหาร หากนำผลมะตูมสัก 2 ผลมาทุบให้แตก ผสมกับกำลังเจ็ดช้างสาร ดองด้วยเหล้าขาว 40 ดีกรี ดื่มวันละ 3 เวลาก่อนอาหารเช้า เย็น และก่อนนอน จัดเป็นยาอายุวัฒนะและบำรุงกำลังขนานเอก

มะตูมมีหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง ช่วยขับลม และช่วยให้เจริญอาหารคือ “มะตูมนิ่ม” ถือเป็นหนึ่งในตัวยาตำรับยาอายุวัฒนะที่ชื่อ “ลูกแปลกแม่” ซึ่งประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิด คือ มะตูมนิ่ม กล้วยน้ำไท และพริกไทย นำมาบดคลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วทำเป็นแผ่นนำไปตากแห้ง จากนั้นบดให้เป็นผงผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอน รับประทานเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ดี
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

สะเดามหัศจรรย์


หน้าหนาวนี้ ถ้าพูดถึงหนึ่งในอาหารยอดฮิตที่คุณแม่บ้านหลายๆบ้าน หรืออาจจะเป็นคุณเองต้องนึกถึงอาหารชนิดนี้เป็นอันดับต้นๆ นั่นคือ สะเดาน้ำปลาหวานกับปลาดุกย่าง เอกลักษณ์ของสะเดานั้น คงหนีไม่พ้นความขมสุดๆของมันนั่นเอง ซึ่งความขมของสะเดานั้นเองจึงทำให้บางคนรู้สึกไม่ชอบ และไม่ทานมันเลย แต่คุณจะรู้ไหมค่ะ มีอะไรเอ่ย แฝงมากับความขมของสะเดา สะเดานั้นมีสองประเภทด้วยกัน มีทั้งสะเดาขมและสะเดามัน ทั้งสองอย่างมีประโยชน์เหมือนกันเพียงแต่ว่าสะเดามันนั้นมีความขมน้อยกว่าสะเดาขมทั่วไปค่ะ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทานกับน้ำปลาหวานและปลาดุกย่าง อร่อยอย่าบอกใครเลยนะคะ

แน่นอนค่ะจากที่กล่าวมาทางข้างต้น คือประโยชน์จากความขมของมันมากมายซะจริงๆ เรียกได้ว่าคนโบราณนั้นขนานนามเจ้าสะเดาว่าเป็นพืชมหัศจรรย์กันเลยทีเดียว เพราะว่าทุกส่วนของเจ้าต้นสะเดาเนี่ยมีประโยชน์มากๆเลยเพราะว่าถ้าเราไม่นำมันมาทำเป็นอาหารยังสามารถนำมันมาทำเป็นยารักษาโรคได้มากมาย เรามาเรียงกันทีละส่วนกันเลยดีกว่าค่ะ เริ่มจาก

1. ราก เมื่อคุณมีอาการไม่สบาย มีไข้ รากของมันมีสรรพคุณสามารถยาแก้ไข้ได้ และทำให้เราอาเจียนอีกด้วย

2. ผล ส่วนผลของสะเดานั้นเหมาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นโรคพยาธิ เพราะผลของสะเดาจะเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นดีและแก้โรคริดสีดวงทวารได้อีกด้วย

3. ก้าน ก้านของเจ้าสะเดานั้นสามารถใช้แก้ไข้เหมือนกับรากของสะเดาค่ะ และช่วยรักษาอาการท้องร่วง

4. แก่น มาถึงส่วนของแก่นของสะเดาใช้แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน และแก้ไข้ได้อีกเช่นกันค่ะ แถมในส่วนของที่เป็นโรคเลือด แก่นของสะเดายังช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย

เป็นไงคะนอกจากอาหารสะเดาน้ำปลาหวานกับปลาดุกย่างแล้ว เรียกได้ว่าแต่ละส่วนของสะเดานั้น ยังนำมาเป็นยาได้อีกมากมาย นอกจากนี้ ความมหัศจรรย์จากความขมของมันไม่จบเท่านั้นค่ะ เพราะภูมิปัญญาชาวบ้านที่บอกต่อๆกันมาว่าสะเดานั้น สามารถนำสะเดามาคั้นน้ำและนำน้ำที่ได้จากการคั้นของสะเดานำไปรดบริเวณต้นพืชของเรา เท่านี้มันก็สามารถเป็นยาฆ่าแมลงได้อีกด้วย ซึ่งแน่นอน ว่ามันไม่เป็นภัยต่อโลกของเราแน่นอน ทิ้งท้ายไว้นะค่ะ ว่า โบราณท่านว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” เนี่ย มันเรื่องจริงๆนะคะ

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561

บัวบก บำรุงสมอง เพิ่มความเยาว์วัย


เมื่อพูดถึงบัวบก หลายคนคงจะถึงบางอ้อกันเลยทีเดียว เพราะเป็นสมุนไพรที่รู้กันดีว่ามีสรรพคุณแก้ร้อนใน ช้ำใน หรือใครที่กระหายน้ำสามารถดื่มน้ำใบบัวบกที่มีวางขายอยู่ทั่วไปให้ชื่นใจ หมดความกระหายได้เลยทันที น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักสมุนไพรที่เรียกว่า บัวบก

ในขณะที่อีกมุมหนึ่งของบัวบกที่น้อยคนนักจะรู้จัก นั่นคือ สรรพคุณในการบำรุงสมอง ในตำราไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อน ขม เย็น เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ท้องเสียหรือบิด แก้ลม แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ยังมีผู้สรรพคุณของบัวบกว่า "กิน 1 เดือน โรคร้ายหายสิ้นมีปัญญา กิน 2 เดือน บริบูรณ์น่ารักมีเสน่ห์ กิน 3 เดือน ริดสีดวงสิบจำพวกหายสิ้น กิน 4 เดือน ลมสิบจำพวกหายสิ้น กิน 5 เดือน โรคร้ายในกายทุเลา กิน 6 เดือน ไม่รู้จักเมื่อยขบ กิน 7 เดือน ผิวกายจะสวยงาม กิน 8 เดือน ร่างกายสมบูรณ์เสียงเพราะ.."

นอกจากนี้บัวบกยังเพิ่มความสามารภในด้านความจำและการเรียนรู้ และยังออกฤทธิ์บำรุงสมอง บัวบกทำให้การหายใจในระดับเซลล์ของสมองดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเสื่อมของเซลล์สมอง คงสภาพปริมาณของสารสื่อประสาท acetylcholine ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง เสริมฤทธิ์การทำงานของสาร GABA ซึ่งเป็นสารสื่อประสาททำหน้าที่รักษาสมดุลของจิตใจ ทำให้ผ่อนคลายและหลับได้ง่าย นอกจากนี้บัวบกยังทำให้หลอดเลือดมีความแข็งแรง และสามารถนำเลือดไปเลี้ยงในอวัยวะต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เป็นต้น

จากสรรพคุณดังกล่าว ทำให้บัวบกมีแนวโน้มจะใช้เป็นอาหารเพิ่มไอคิว เพิ่มความฉลาด เพิ่มความสามารถในการจำและการเรียนรู้ในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กปัญญาอ่อนรวมไปถึงการใช้ในเด็กสมาธิสั้น เนื่องจากบัวบกทำให้สารในสมองมีความสมดุล คือ มีความสงบผ่อนคลาย และการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองทำให้เกิดความสามารถในเรียนรู้ได้ดีขึ้น ส่วนในคนทั่วไปบัวบกจะช่วยชะลออาการของโรคสมองเสื่อมในวัยชรา หรืออัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วยคลายเครียด ทำให้มีสมาธิในการทำงานอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

มะรุมผักพื้นบ้าน รวมแร่ธาตุ สารอาหารหลายชนิด


มะรุม ผักพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านานเป็นผักที่มีแร่ธาตุและสารอาหารหลายชนิด มีสรรพคุณทั้งในทางสมุนไพรและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

มะรุม เป็นไม้ยืนต้น ที่โตเร็ว ทนแล้งได้ดี ใบมีลักษณะประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นช่อ สีขาว ดอกมีรสชาติ หนาว ขมและมันเล็กน้อย ผลของมะรุมมีลักษณะเป็นฝักยาว มีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้มสามปีก เส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร

สรรพคุณทางยาสมุนไพร
ใบ - ช่วยถอนพิษไข้ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
ราก - บำรุ่งธาตุไฟ รักษาโรคปวดข้อ โรคไขข้อ แก้อาการบวม
ฝัก - แก้ไข้ ลดความดันโลหิตสูง
ยาง - แก้ปวดฟัน ฆ่าเชื้อโรคไทฟรอยด์
เปลือกลำต้น - ขับลมในลำไส้
ยอดอ่อน - ช่วยถอนพิษไข้

คุณค่าทางอาหาร
ใบ ใบของมะรุม มีแคลเซียมสูงเทียบ(ปริมาณพอๆกับนมสด) มีวิตามินซีเท่ากับส้มหนึ่งลูก มีวิตามินเอสูงและมีธาตุเหล็กสูงกว่าผักขม

ฝัก ฝักมะรุม 100 กรัม ประกอบไปด้วย ธาตุเหล็ก 1.5 มิลลิกรัมกรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลิกรัม วิตามินเอ 532 IU และเส้นใย 1.2 กรัม มะรุม 100 กรัมยังให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่

เมล็ด เมล็ดของมะรุมสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมัน จะมีคุณสมบัติบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

ประโยชน์ของมะรุม
1. มะรุมช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
2. สามารถใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด จนอายุ 10 ปี
3. ช่วยลดความดันโลหิต
4. รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ โรคพยาธิที่ลำไส้ เป็นต้น
5. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
6. วิตามินเอในมะรุมนั้น ช่วยบำรุงสายตา
7. รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

🍃🍃สะระแหน่ สมุนไพรไทย สรรพคุณเกินคำบรรยาย🍃🍃


สะระแหน่ (Peppermint/Mint) เป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติที่มีการนำใบและน้ำมันมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับรักษาโรคและอาการต่าง ๆ เช่น บรรเทาอาการปวด ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือใช้เป็นสารต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกับรสหรือกลิ่นของสะระแหน่จากยาสีฟัน ขนม อาหารจานต่าง ๆ รวมถึงใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในสบู่และเครื่องสำอางอีกด้วย

สะระแหน่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม โฟลิค วิตามินซี วิตามินเอ เป็นต้น และในน้ำมันสะระแหน่ยังมีเมนทอล (Menthol) และเมนโทน (Menthone) เป็นส่วนประกอบหลักอีกด้วย นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของสะระแหน่ที่ถูกกล่าวถึงและนำมาใช้ในทางการแพทย์ยังมีอีกมากมาย โดยที่หลายคนเชื่อว่าการรับประทานสะระแหน่อาจช่วยบรรเทาอาการหวัด อาการไอ การอักเสบของปากและลำคอ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้แปรปรวน รวมถึงน้ำมันสะระแหน่ยังนำไปใช้ทาที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รักษาอาการแพ้ ผื่นคัน หรือแม้กระทั่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ แต่ข้อพิสูจน์หรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของการรับประทานสะระแหน่ น้ำมันสะระแหน่ หรือการใช้น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยในการรักษาโรคเหล่านี้


🍃🍃สรรพคุณของสะระแหน่🍃🍃

1.ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยลดอาการตึงเครียดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยในการขับเหงื่อ ดับพิษร้อน เนื่องจากสะระแหน่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น

2.ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง ใช้รักษาอาการปวดหัว ปวดไมเกรน รักษาอาการวิงเวียน หน้ามืดตาลาย ใช้รักษาอาการไอ เป็นหวัดคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล ใช้รักษาอาการโรคหอบหืด ใช้รักษาอาการของโรคหลอดลมอักเสบ

3.ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ช่วยระงับกลิ่นปากให้หอมสดชื่น รักษาอาการปวดหู รักษาอาการเกิดเป็นแผลในช่องปาก ช่วยทำให้เลือดกำเดาหยุดไหล ช่วยในการไล่ยุง

4.ใช้รักษาอาการปวดที่ท้อง ท้องร่วง อาการปวดท้องเนื่องจากบิด รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยทำให้ลมในลำไส้สะอาดและช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น ป้องกันลำไส้หดเกร็ง ใช้รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด ใช้รักษาโรคไทรอยด์

5.ใช้รักษาอาการเนื่องจากถูกพิษของพวกแมลงสัตว์กัดต่อย มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเชื้อโรค อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะ

6.บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ชาสะระแหน่และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสะระแหน่ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดการอักเสบในเยื่อบุจมูก บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว ที่เป็นสาเหตุให้ทางเดินหายใจตีบแคบและมีอาการหอบหืด

7.แก้อาการคันผิวหนัง ตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด จากนั้นพอกบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน หรือระคายเคืองความเย็นจากใบสะระแหน่จะช่วยผ่อนคลายผิวและบรรเทาอาการได้ดี

เรียกได้ว่าสรรพคุณและคุณประโยชน์ของสะระแหน่นั้นนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกาย มีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์และช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วลองมาทานสะระแหน่กันเถอะค่ะ จะทานเป็นผักเคียงอาหาร โรยหน้าเพิ่มความหอมของอาหาร หรือจะทานเป็นครื่องดื่มก็ได้ค่ะ

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คุณประโยชน์ของบร็อคโคลี ผักสีเขียวเข้มที่คุณอาจจะไม่รู้


บร็อคโคลี เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่ เพราะสีเขียวที่ค่อนข้างเข้ม ของผักชนิดนี้ แต่หากเราลองศึกษาถึงประโยชน์ของผักชนิดนี้ให้ละเอียดแล้วล่ะก็ จะพบว่า บร็อคโคลีเป็นผักที่มีประโยชน์มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ และหากคุณยังไม่เชื่อนี่คือสิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกอยากจะหาบร็อคโคลีมาทานอย่างแน่นอน

1. บำรุงหัวใจ
เพราะในบร็อคโคลีประกอบไปด้วย ลูทีน แคโรทีนอยด์ วิตามิน B6 และโฟเลต ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีผลโดยตรงในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การกินบร็อคโคลีบ่อยๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดในสมองตีบได้อีกด้วย

2. ช่วยในการบำรุงสายตา
เนื่องจาก แคโรทีนอยด์ และ ลูทีน ในบร็อคโคลี จะช่วยในการบำรุงระบบประสาทตา และช่วยป้องกันไม่ให้ดวงตาของเราเป็นโรคต้อกระจำ และโรคเกี่ยวกับดวงตาที่เกิดจากการเลื่อมเนื่องจากอายุมากได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

3. ลดการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการได้ออกมาให้ความเห็นว่า คนที่ทานบร็อคโคลีเป็นประจำนั้น จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะน้อยกว่าคนที่ไม่ชอบทาน มากถึง 40% เลยทีเดียว

4. ปกป้องผิวจากมะเร็งผิวหนัง
โดยส่วนใหญ่แล้วมะเร็งผิวหนังมักจะเกิดจากการที่เราตากแดดนานๆ ติดต่อกันเป็นประยะเวลาที่ยาวนาน จนทำให้กระบวนการในการสร้างเม็ดสีผิวทำงานผิดปกติ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากการป้องกันด้วยการทาครีม หรือโลชั่นกันแดดเป็นประจำแล้ว อาหารที่เรากินเข้าไป อย่างบร็อคโคลีก็มีส่วนที่จะช่วยเหมือนกัน โดยบร็อคโคลี จะมีสารที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการช่วยลดผลกระทบของรังสี UV ที่อาจจะมากระทบกับผิวหนังของเรานั่นเอง

5. ป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม
เพราะในบร็อคโคลี มีสารอาหารหลายอย่าง ที่สามารถช่วยในการลดโอกาส และกระบวนการที่จะทำให้เกิดอาการข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยได้ ซึ่งกระบวนการทำงานของสารเหล่านั้นจะเน้นไปที่การช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น และช่วยในการป้องกันไม่ให้กระดูกอ่อนเกิดการกระทบกระแทกอย่างรุนแรง

จากข้อมูลข้างต้นทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การทานผักสีเขียวที่ดูเหมือนจะไม่น่าทานอย่างบร็อคโคลีนั้น นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารอย่างเพียงพอแล้ว ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมากมายต่อสุขภาพของเราอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว ซี่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักสุขภาพ บร็อคโคลี เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ที่จะหาซื้อมาประกอบอาหารรับประทานกันในครัวเรือน


หรือลูกค้าคนไหนไม่มีเวลาทำที่บ้าน แต่อยากรับประทาน สามารถมาสั่ง “ผัดบล็อกโคลี่กุ้งสด” เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ รสชาติกลมกล่อมหอมอร่อย กุ้งนุ่มๆ ผัดกับบล็อคโคลี่กรุบกรอบ หอมอร่อยเข้ากัน ได้คุณค่าของสารอาหาร มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รับประทานแล้วไม่อ้วนค่ะ บล็อคโคลี่ มีรสชาติหวานกรอบ อร่อยเฉพาะตัว ทานกับข้าวสวยร้อนๆอร่อยเข้ากัน

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สลัดหลวงพระบาง ยำผักน้ำแห่งแม่น้ำคาน


สลัดหลวงพระบาง (ຍຳ ຜັກສະຫຼັດ ຫຼວງພະບາງ) นั้นเป็นอาหารที่มีชื่อบ่งบอกถึงภูมิศาสตร์ของอาหารว่าเป็นของเมืองหลวงพระบาง แต่ที่มาของอาหารจานนี้เป็นออกจะเป็นปทางฝรั่ง เพราะลาวนั้นตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมากว่าครึ้งศตวรรษระหว่าง ค.ศ.1893-1945 จึงเป็นธรรมดาที่จะรับเอาความเป็นฝรั่งเข้ามา

หลวงพระบางนั้นมีแม่น้ำคานไหลผ่าน มีผักจากแม่น้ำให้กินกันที่เป็นเอกลักษณ์คือสาหร่ายน้ำจืด หรือที่เรียกว่าไก หรือไค สาหร่ายน้ำจืดนั้นเขามักเอาไปทำเป็นแผ่นตากแห้งขายกันเป็นม้วนใหญ่ๆ เวลากินก็เอามาตัดเป็นแผ่นเล็กๆ แล้วนำไปทอดเป็นของกินเล่นเป็นอาหารว่าง หรือเสิร์ฟเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย

ผักอีกชนิดหนึ่งที่มีมากในหลวงพระบางคือผักน้ำ หรือวอเตอร์เครส (Watercress) ที่ขึ้นอยู่ริมน้ำคานที่มีน้ำใสไหลเย็น ผักน้ำนี้ปลูกกันมากในยุโรป และเอเซีย เข้าใจว่าฝรั่งเศสนำเข้ามาปลูกในลาว ชาวหลวงพระบางนำมาทำสลัด เรียกว่าสลัดผักน้ำ หรือถ้าใส่ผักหลายๆ อย่างเช่น ผักกาดหอม มะเขือเทศ แตงกวา ผักชี และอื่นๆ ลงไปด้วยก็เรียกว่าสลัดหลวงพระบาง

ที่สำคัญคือผักน้ำจะขาดเสียไม่ได้ ผักน้ำอวบๆ กรอบๆ ฉุนๆ ซ่าเล็กน้อย เข้ากันดีกับน้ำสลัดแบบตะวันออกผสมตะวันตก ที่ใส่น้ำมันสลัด น้ำมะนาว น้ำปลา ซีอิ้วขาว และน้ำตาลทราย ปรุงให้มีสามรส แล้วทำให้ข้นด้วยการบี้ไข่แดงของไข่ต้มบดลงไปด้วย ใส่ไข่ต้มหั่นเป็นชิ้นลงไป บางร้านจะเห็นไข่ต้มนั้นมีแต่ไข่ขาว ก็เพราะว่าเขาเอาไข่แดงใส่ลงไปในน้ำสลัดแล้วนั่นเอง แล้วโรยด้วยถั่วลิสงคั่ว หอมเจียว กระเทียมเจียว บางสูตรก็มีใส่หมูสับรวนลงไปด้วย นับว่าถูกปากชาวเรามากกว่าน้ำสลัดแบบฝรั่งแท้ ๆ สลัดหลวงพระบางจึงเป็นแมนูยอดฮิต มีขายแทบทุกร้าน ใครไปเยือนเมืองอุบลฯ ก็อย่าลืมมาแวะชิม เมนูสลัดหลวงพระบาง สูตรเด็ดของทางร้าน Myhome ที่ทางร้านใช้แต่วัตถุดิบที่สดใหม่ ผักกรอบๆมาให้ท่านได้รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

หรืออยากทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพสามารถมาทานได้ที่ร้านมายโฮมได้นะคะ รับรองว่าอาหารอร่อยทุกอย่าง สนใจหรือสบถามได้ที่ร้าน myhome ถนนแม่ชี ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 087-330-0333,045-311333 เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น.

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กระชาย สมุนไพรคู่ครัวไทย ที่สรรพคุณดีเลิศ และเป็นสมุนไพรลดน้ำหนักได้ด้วย


โสมไทย สมุนไพรเยี่ยมของไทยอย่างหนึ่งคือ กระชาย นอกจากจะใช้เป็นเครื่องปรุงในเครื่องแกง ต่างๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมแล้ว ทราบไหมคะว่า ยังมีสรรพคุณทางยาอีกสารพัดประโยชน์ ซึ่งนับได้ว่า กระชาย เป็นสมุนไพรไทย สารพัดประโยชน์จริงๆค่ะ สำหรับ สรรพคุณและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ กระชาย แบ่งเป็น หัวข้อหลัก ได้ดังนี้นะคะ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
ชื่อสามัญ : Kaempfer
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กระชายดำ กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ระแอน (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ละแอน (ภาคเหนือ) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)
ลักษณะทางกายภาพ : กระชาย เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นอยู่ใต้ดิน หรือที่เราเรียกกันว่า เหง้า แบ่งตามชนิดได้ 3 ชนิด ได้แก่ กระชายดำ , กระชายเหลือง , กระชายแดง

ประโยชน์ : นิยม นำมาใช้เป็นเครื่องปรุง ของอาหารไทย ประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงเผ็ด แกงกะทิ เป็นต้น แต่ที่นิยม นำมาปรุงเป็นเครื่องแกงนั้น จะนิยมใช้เป็นกระชายเหลือง ส่วนกระชายแดง และกระชายดำนั้น จะนิยมนำมาทำเป็นยา บำรุงกำลัง และ เสริมกำหนัด หรือพูดง่ายๆว่า เป็น ยาเสริมสมรรถภาพทางเพศนั่นเองค่ะ และ ที่สำคัญ กระชาย ยังมีฤทธิ์ต้านการลุกลามการขยายตัวของเซลส์มะเร็งอีกด้วยนะคะ สำหรับสรรพคุณที่จะนำเสนอคุณผู้อ่านวันนี้นะคะ จะเป็นสรรพคุณเกี่ยวกับ การบำรุงกำลัง และ เป็นยาอายุวัฒนะค่ะ


กระชายบำรุงกำลัง

นำกระชาย 2 – 3 หัว มาบุบพอให้แตกแต่ไม่ต้องละเอียดนะคะ แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง นำไปแช่น้ำผึ้ง 1 ถ้วยตวง แช่ทิ้งไว้ ประมาณ 1 วัน แล้วนำน้ำผึ้งที่ได้จากการแช่กระชาย มารับประทาน ก่อนเข้านอน พอตื่นตอนเช้า จะรู้สึกได้เลยค่ะว่า สดชื่น กระปรี้กระเปร่า

กระชายยาอายุวัฒนะ

นำกระชาย 2 – 3 หัว ทุบให้ละเอียดแล้ว ห่อในผ้าขาวบาง คั้นเอาน้ำ ผสมกับ น้ำผึ้ง แล้วทานก่อนจะรับประทานอาหารเย็นประมาณ 20 นาทีค่ะ โดย ทานแบบนี้เป็นประจำ จะทำให้เจริญอาหารและสดชื่นค่ะ

นอกจากนี้ กระชาย ยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมายนะคะ เช่น แก้โรคบิด แก้ลมวิงเวียน แก้ท้องเดิน แก้ฝีในปาก แก้กลาก เป็นต้นค่ะ สำหรับ ส่วนอื่นๆ ของกระชาย นอกจากเหง้าแล้ว ใบ และ รากของกระชาย ก็ยังมีสรรพคุณทางยา อีกด้วยนะคะ

เหง้าและราก สรรพคุณ : แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใช้เป็นยาภายนอกรักษาขี้กลาก

ใบ สรรพคุณ : บำรุงธาตุ แก้โรคในปาก คอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่างๆ

กระชาย ลดความอ้วนได้จริงหรือ ?

นอกจากจะมีสรรพคุณบำรุงร่างกายแล้ว กระชายยังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย โดยสถาบัน Clinical Research Information Service ของประเทศเกาหลีใต้ ได้ทำการศึกษาว่ากระชายสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้หรือไม่ ซึ่งในการศึกษาได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสามกลุ่ม โดยให้กลุ่มแรกรับประทานกระชายวันละ 300 มิลลิกรัม กลุ่มที่ 2 ทาน 600 มิลลิกรัม และกลุ่มที่สามรับประทานยาแป้ง

จากการวิจัยพบว่า ทั้งกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองที่มีการรับประทานกระชายนั้นมีรอบเอว ปริมาณไขมัน และน้ำหนักตัวที่ลดลงตามลำดับภายในเวลา 12 สัปดาห์ แต่กลุ่มที่รับประทานยาแป้งนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามก็ยังต้องมีการศึกษาต่อไปว่าการบริโภคกระชายในปริมาณเท่าใดจึงจะดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดค่ะ

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประโยชน์ดีๆของถั่วงอกที่หลายคนคาดไม่ถึง


ถั่วงอก คือ ต้นถั่วที่มีรากงอกมาจากเมล็ดถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วลันเตา และถั่วเหลือง (ถั่วงอกหัวโต) จัดว่าเป็นผักชนิดหนึ่ง (ผักที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่ชอบกินและมักจะเขี่ยทิ้ง เพราะมีกลิ่นเฝื่อนและมีรสฝาดเฉพาะตัว) ซึ่งถั่วงอกที่เพาะมาจากถั่วดำหรือถั่วเขียวจะมีวิตามินและเกลือแร่สูง ส่วนถั่วงอกที่เพาะมาจากถั่วเหลืองจะมีโปรตีนและไขมันสูง ซึ่งประเทศแรกของโลกที่มีการเพาะถั่วงอกหัวโตก็คือประเทศจีน

คำแนะนำ : เนื่องจากถั่วงอกดิบมีกรดไฟติกมาก สำหรับผู้ที่ปวดเข่าควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เนื่องจากกรดชนิดนี้จะไปแย่งจับแคลเซียม แต่ถ้าอยากจะรับประทานก็ควรนำไปต้มหรือทำให้สุกเสียก่อน

สรรพคุณของถั่วงอก

1. ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน เนื่องจากถั่วงอกเป็นที่ผักที่มีแคลเซียมสูง มีส่วนช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

2. การรับประทานถั่วงอกเป็นประจำจะช่วยในการชะลอวัย ต้านความแก่ คงความอ่อนเยาว์ เนื่องจากมีสารออซินอน (Auxinon) ที่มีคุณสมบัติช่วยทำให้ร่างกายคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้นานยิ่งขึ้น

3. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย

4. มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย (วิตามินบี 12)

5. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันหรือโรคลักปิดลักเปิด

6. ช่วยในการขับเสมหะ ทำให้ปอดโล่ง

7. ถั่วงอกเป็นผักที่ย่อยง่ายมาก ๆ การรับประทานถั่วงอกจะช่วยประหยัดเวลาการทำงานของระบบการย่อยอาหารได้ และทำให้ขับถ่ายได้สะดวก

8. ช่วยในการขับปัสสาวะ

9. การรับประทานถั่วงอกก่อนมีประจำเดือนจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติของประจำเดือนได้

10. ช่วยลดและกำจัดของเสียหรือสิ่งตกค้างในร่างกายได้ (Toxin)

11. มีส่วนช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ผิวนุ่ม เปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวล (วิตามินอี)

12. การรับประทานถั่วงอกเป็นประจำจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง

13. วิตามินซีจากถั่วงอกช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกายและยังช่วยป้องกันหวัดได้อีกด้วย

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ผักรสขม: คุณค่าที่ไม่ควรเขี่ยทิ้ง


หวานเป็นลม ขมเป็นยา (สมุนไพร) ใครๆ ก็รู้ และเมื่อได้ชื่อว่าเป็น “สมุนไพร” แล้ว ก็ย่อมการันตีได้ดีว่า มีสรรพคุณทางยา ซึ่งสามารถใช้บำบัด รักษา และทำให้สุขภาพดีได้ สมุนไพรหลายชนิดเป็นพืชผักสวนครัวที่หารับประทานได้ไม่ยาก โดยถ้าจะกล่าวถึง “ผักที่มีรสขม” ก็คงต้องยกให้สุดยอดผักอย่าง สะเดา ขี้เหล็ก มะระ และใบยอ เป็นพระเอกของผักประเภทนี้ เพราะมีคุณค่ามากล้นจนใครหลายคนอาจคาดคิดไม่ถึงเลยทีเดียว


> สะเดา แทบจะทุกส่วนของสะเดาสามารถใช้เป็นยาได้ทั้งสิ้น คนโบราณเชื่อว่า การกินสะเดาจะช่วยป้องกันและรักษาอาการไข้ได้ นอกจากนี้คือ ช่วยบำรุงเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาระบาย และช่วยให้นอนหลับดี เรานิยมนำยอดและดอกของสะเดามาทำเป็นอาหาร เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี และไนอาซิน ส่วนเมนูยอดฮิตก็คงหนีไม่พ้น สะเดาน้ำปลาหวานทานกับปลาดุกย่าง และถ้าหากใครได้ลองลิ้มชิมรสก็คงจะอร่อยจนลืมขมไปเลยทีเดียว


> ขี้เหล็ก จัดเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยานอนหลับชั้นยอด เพราะมีสารช่วยคลายเครียดทำให้นอนหลับสบาย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยระบายท้อง บำรุงร่างกาย แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ช่วยขับปัสสาวะ รวมทั้งช่วยลดไข้และลดความดันโลหิต เมนูขี้เหล็กส่วนใหญ่จะใช้ดอกตูมและใบอ่อน นำมาทำเป็นแกงคั่วใส่กะทิ หรือกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก ซึ่งจะให้วิตามินเอและวิตามินซีค่อนข้างสูง มีเส้นใยที่ช่วยในการขับถ่าย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และไนอาซินซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย


> มะระ ทั้งมะระจีนและมะระขี้นก ในตำรายาไทยบอกว่าเป็นยาเจริญอาหาร ยาระบาย ช่วยบำรุงน้ำดี แก้โรคของม้าม โรคตับ ขับพยาธิ อีกทั้งมีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงระดู ส่วนแพทย์แผนจีนเชื่อว่ามะระมีพลังของความเย็น จึงช่วยขับพิษ ช่วยฟอกเลือด และบำรุงตับ นอกจากนี้ แม่บ้านชาวจีนยังนำมะระมาปรุงเป็นอาหารเพื่อให้คนในบ้านรับประทานยามเกิดสิวบนใบหน้าอีกด้วย เพราะมีสรรรพคุณช่วยบำรุงผิว

มะระจีนและมะระขี้นก สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ยอดและผลอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก มะระผัดไข่ แกงกะทิมะระใส่ปลาดุก ต้มจืดมะระยัดไส้หมูสับ นอกจากนี้ ชาวอีสานยังนิยมนำใบมะระมาใส่ลงในแกงเห็ดแบบพื้นบ้านจะทำให้แกงมีรสขมนิดๆ แต่กลมกล่อม ส่วนคนในภาคเหนือนิยมนำยอดมะระสดมากินกับลาบ หรือนำไปทำเป็นแกงคั่ว แกงเลียง และแกงป่า ซึ่งจะได้รสน้ำแกงที่ขมเฉพาะตัว


> ยอ ผักพื้นบ้านที่นำมารับประทานได้ทั้งใบและผล เพราะมีวิตามินซีสูง ช่วยต้านมะเร็ง และช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพ ลดอาการภูมิแพ้ และช่วยทำให้การทำงานของเซลล์ในร่างกายเป็นปกติ เป็นยาระบาย ช่วยขับลม แก้อาเจียน ช่วยย่อยอาหาร และเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงธาตุ สำหรับผู้หญิงที่กินผลยอแก่จัดเป็นประจำจะช่วยบำรุงเลือดลม แก้ปวดท้องประจำเดือน รวมทั้งรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ทำให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ไม่เป็นสิวฝ้า ใบยอนิยมนำมาทำเป็นห่อหมกใบยอ แกงใบยอกับปลาดุก เมี่ยงใบยอ หรือยอดใบยอจิ้มน้ำพริก ส่วนผลสุกนิยมนำมาจิ้มกับพริกเกลือ อีกทั้งปัจจุบันยังมีการนำมาทำเป็นน้ำลูกยอเพื่อให้รับประทานง่ายอีกด้วย