วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562
“แมลงทอด” อร่อยดี มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่กินได้
ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน หากใครกินแมลงทอดอาจจะโดนมองว่าแปลก ขยะแขยง หรือต่อต้านการกินแมลงไปเลยก็ได้ แต่ในปัจจุบันเราพบเห็นร้านขายแมลงทอดได้ตามข้างถนนหนทางทั่วไป แล้วไม่ใช่ราคาถูกๆ เสียด้วยสิ แม้รูปร่างหน้าตาจะไม่น่ากินเท่าไร แต่รับรองได้ว่าหากได้กินแล้วจะติดใจ แถมยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารเพียบ เลยทำให้ใครหลายคนติดใจในรสชาติของเจ้าแมลงทอดจนถอนตัวไม่ขึ้น
5 ประโยชน์สุดล้ำของ “แมลงทอด”
1. โปรตีนสูงงงงงง แมลงดิบแค่ 100 กรัม มีโปรตีนถึง 9-65 กรัมเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับชนิดแมลงที่คุณกิน แมลงที่ให้โปรตีนมากที่สุดคือ ตั๊กแตนปาทังก้า และแมงมัน นั่นเอง โปรตีนที่ได้จากแมลงใกล้เคียงกับโปรตีนที่ได้จากไข่ไก่ 1 ฟอง หรือหมูบด เนื้อไก่ 100 กรัมเลยเชียว แต่หนอนไหมเป็นแมลงที่มีโปรตีนคุณภาพดีมากที่สุดนะ
2. ช่วยลดคอเลสเตอรอล เชื่อไหมว่าในแมลงมีสารไคติน เมื่อไคตินถูกย่อยจนส่วนหนึ่งได้ออกมาเป็นไคโทซาน ทั้งไคติน และไคโทซานสามารถจับตัวกับไขมัน แล้วทำให้ระดับคอเลสเตอรอลของเราลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
3. ช่วยต่อต้านการติดเชื้อจากยีสต์ในระบบทางเดินอาหาร เป็นผลพวงมาจากไคติน และไคโทซานอีกเหมือนกัน
4. แมลงเป็นแหล่งอาหารชั้นดีราคาถูกสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ จึงมีแม้กระทั่งรายงานจากองค์การอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO เกี่ยวกับ “แมลงที่กินได้ เป็นความหวังแห่งอนาคตสำหรับความมั่นคงทางอาหารและอาหารสัตว์”
5. นอกจากโปรตีนสูง หากินได้ง่ายแล้ว ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอื่นๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเกลือแร่อย่างฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และวิตามินบี
ข้อควรระวังในการกินแมลงทอด
แม้แมลงทอดจะอร่อยถูกปากชาวไทย และชาวต่างประเทศมาก แต่แมลงทอดก็มีข้อควรระวังในการกินเช่นเดียวกับอาหารอื่นๆ
1. แม้ว่าแมลงจะมีไคตินอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ แต่หากนำไปทอดกับน้ำมัน แมลงจะดูดซับน้ำมันเอาไว้มาก จนทำให้แมลงทอดเต็มไปด้วยไขมันเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย ที่มาจากน้ำมันสัตว์คุณภาพต่ำ และใช้ทอดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้ขายนั่นเอง
2. ไคตินและไคโทซานที่ว่าดี อาจทำร้ายร่างกายเราได้หากเรากินแมลงทอดมากเกินไป เพราะเมื่อทั้ง 2 ตัวนี้เข้าไปจับไขมันในร่างกาย อาจเข้าไปรบกวนการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันอย่าง วิตามินเอ ดี และอี รวมไปถึงเกลือแร่ และในระยะยาวอาจก่อให้เกิดความบกพร่องในการดูดซึมแคลเซียมอีกด้วย
3. บุคคลที่ไม่ควรกินแมลงทอด หรือไม่ควรกินแมลงทอดมากเกินไป ได้แก่
- ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หอบหืด ที่อาจแพ้ส่วนประกอบของแมลง จนเกิดอาการแพ้ และอาจรุนแรงจนเสียชีวิตได้
- ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องกระดูก และหญิงมีครรภ์ เพราะอันตรายจากการทำงานของไคติน และไคโทซานต่อการดูดซึมแคลเซียม จนอาจทำลายกระดูก หรือก่อให้เกิดความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์
- ผู้ที่มีภาวะไขมันสูง หรือเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน เพราะแมลงทอดอุดมไปด้วยพลังงานสูง ไขมันจากน้ำมันที่ทอดก็สูง หากกินในปริมาณมาก หรือกินเป็นของว่าง เป็นกับแกล้ม อาจกำหนดปริมาณที่กินได้ไม่ถูกต้อง จนเป็นเหตุให้กินมากเกินไป และเสี่ยงต่อไขมันอุดตันเส้นเลือด และโรคอ้วนได้
-ผู้ป่วยโรคไต เพราะเครื่องปรุงที่ใช้ใส่เพื่อเพิ่มรสชาติของแมลงทอด อาจเป็นเครื่องปรุงจำนวนมากที่มีโซเดียมสูง
แมลงทอด อร่อยดีมีประโยชน์จริง แต่ควรกินในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป ซื้อ 1 ถุง อาจแบ่งกันกินกับเพื่อน 2-3 คน และกินเพียง 1-2 ครั้ง ต่อ 2-3 สัปดาห์ แล้วอย่าลืมกินอาหารอื่นๆ ให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ด้วยค่ะ
วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562
7 สุดยอดอาหารบำรุงสมอง เพิ่มความจำ และช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ดี
โรคอัลไซเมอร์ จะค่อยๆเกิดอาการทีละนิดโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีมีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมองจะช่วยบำรุงสมองและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ และนี่คือ 7 สุดยอดอาหารบํารุงสมอง เพิ่มความจำ ที่ควรรับประทานเป็นประจำ
บีทรูท
มีสารไนเตรท ที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนในสมอง ช่วยขยายหลอดเลือดและเพิ่มการไหลเวียนเลือดให้ไปเลี้ยงสมองให้ดีขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม
หน่อไม้ฝรั่ง
หน่อไม้ฝรั่งเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเค ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกระดูกจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
เชอร์รี่
ได้มีการวิจัยพบว่าการดื่มน้ำเชอร์รี่ช่วยบำรุงร่างกายให้กับผู้สูงอายุและช่วยบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง จึงช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ดี
อะโวคาโด
อะโวคาโดมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น กรดไขมันชนิดดี โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ในอะโวคาโดมีกรดโอเลอิกสูง จึงช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองให้ทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังมีสารอัลฟาแคโรทีนซึ่งมีส่วนช่วยรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมอีกด้วย
อัลมอนด์
อัลมอนด์ อุดมไปด้วยไขมันดีจึงเป็นอาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 จึงช่วยบำรุงสมอง และช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์
วอลนัท
วอลนัทอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวและกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ช่วยบํารุงระบบประสาท บำรุงสมอง และช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์
แซลมอน
เป็นปลาที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และกรดไขมัน DHA บำรุงระบบประสาท บำรุงสมองจึงช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ อีกทั้งยังลดอาการปวดไมเกรนได้เป็นอย่างดี
อย่าลืมดูแลสุขภาพกันนะคะ ที่มายโฮมมีเมนูมาแนะนำ "แซลมอนวาซาบิ" เนื้อปลาแซลมอนสดใหม่ เนื้อหวาน อร่อย ✨🤩 ทานคู่กับวาซาบิ หั่นมาพอดีคำ ลงตัวสุดๆ ☺ มาลองความสดใหม่กันได้ ที่ #myhomeubon🔥 อย่าพลาด !! เมนูอาหารหลากหลาย บริการครบครันที่ ร้านอาหาร MYHOME UBON 🤭 🧐เปิดบริการทุกวัน 11.00 - 22.00 น. ✨ 👉 สำรองห้อง - จองโต๊ะ / ติดต่อสอบถามได้ที่ 👈☎ : 087-330-0333,045-311333 Line : @Myhomeubon
วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562
8 ผลไม้ที่ควรกินในหน้าหนาว ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง!!
ในช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่ทำให้เป็นโรคติดต่อได้ง่ายโดยเฉพาะไข้หวัด ดังนั้นการรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง และนี่คือ 8 ผลไม้ที่ควรกินในหน้าหนาว มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง
สับปะรด
สับปะรดมีรสเปรี้ยวจึงช่วยบรรเทาอาการไอ ลดเสมหะในลำคอ แก้เสมหะเหนียว ขับเสมหะได้ โดยจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียและต้านอาการอักเสบได้อีกด้วย
มะขามป้อม
เป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและยังวิตามินซีสูงมาก เพียงแค่กินมะขามป้อม 1 ลูก ก็ได้รับวิตามินซีเพียงพอร่างกายในหนึ่งวันแล้ว มะขามป้อมมีสรรพคุณช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ แก้ไข้หวัดใหญ่ ช่วยเสริมสร้างต้านทานเมื่อภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ
ฝรั่ง
ฝรั่งช่วยต้านหวัดได้ ปริมาณฝรั่ง 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซี 160 มิลลิกรัม ซึ่งมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 3 เท่า จึงช่วยป้องกันหวัดเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ส้ม
ส้มปริมาณ 100 กรัม มีวิตามินซี 53 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายแข็งแรง ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากมายทั้ง เบต้าแคโรทีน ไลโคปีน วิตามินเอ
โทงเทงฝรั่ง
เป็นเบอร์รี่ชนิดหนึ่งมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวมีวิตามินซีสูงมาก เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ซึ่งวิตามินซีจะช่วยป้องกันโรคหวัด หรือโรคภูมิแพ้ และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆ ให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังบรรเทาอาการไอ แก้เจ็บคอ ต่อมน้ำลายอักเสบ ช่วยรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ทั้งยังมีสรรพคุณแก้อาการร้อนใน หรือกระหายน้ำได้ดี
ตะลิงปลิง
ตะลิงปลิงเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจึงช่วยแก้อาการคันคอ แก้อาการไอ และลดอาการอักเสบบริเวณคอ อีกทั้งยังช่วยละลายเสมหะ แก้เสมหะเหนียวข้น ช่วยทำให้ชุ่มคอมากขึ้น โดยคั้นน้ำตะลิงปลิงผสมกับน้ำร้อนเล็กน้อยแล้วจิบทีละนิด จะช่วยบรรเทาอาการได้
ลูกพลับ
ลูกพลับมีวิตามินซีสูง ลูกพลับหนึ่งผลจะวิตามินซี 66 มิลลิกรัม เท่ากับมีวิตามินซีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ คนญี่ปุ่นจึงนิยมทานลูกพลับเพราะมีวิตามินซีสูงช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านทานต่อแบคทีเรียและไวรัสที่จะทำให้เกิดโรคได้ อีกทั้งใครที่มีเสมหะมากๆ แค่นำลูกพลับมาบดผสมกับน้ำผึ้งจะมีคุณสมบัติช่วยขับเสมหะได้ดีมาก
กีวี
กีวีมีวิตามินซีสูงมาก ปริมาณกีวี 100 กรัม มีวิตามินซีถึง 105 มิลลิกรัม ซึ่งมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 2 เท่า จึงช่วยป้องกันโรคหวัดหรือโรคภูมิแพ้ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562
7 สมุนไพรต้านการอักเสบ ในร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการได้ผลชะงัด!!
สมุนไพรไทยหลายชนิดสามารถต้านการอักเสบภายในร่างกายได้ผลชะงัดนัก เป็นป้องกันการอักเสบเรื้องรังซึ่งอาจส่งผลในระยะยาว และนี่คือ 7 สมุนไพรต้านการอักเสบ
ขิง
การทานขิงสามารถลดอาการปวดข้อและปวดบวมลดลง ทั้งยังช่วยผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้ออักเสบให้หายปวดอีกด้วย เพราะขิงจะช่วยสกัดฮอร์โมนที่เกี่ยวกับอาการอักเสบได้ เมื่อรับประทานขิงผงเป็นประจำทุกวันจะช่วยอาการข้อขัดของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมและบรรเทาอาการจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อีกด้วย
กระเทียม
กระเทียมเป็นสมุนไพรที่สามารถบรรเทาอาการปวดข้อและปวดเมื่อยตามร่างกาย เมื่อรับประทานกระเทียมเป็นประจำทุกวันจะช่วยต้านอาการไขข้ออักเสบ โรคข้อรูมาติสซั่ม โรคปวดข้อ
เพชรสังฆาต
เพชรสังฆาตช่วยรักษาโรคข้อและกระดูกเสื่อมได้ และยังมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดและอักเสบได้อีกด้วย อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมและสมานกระดูกที่แตกหักได้ โดยใช้เถาเพชรสังฆาตโขลกจนแหลกละเอียดแล้วนำมาพอกกระดูกที่หัก
ว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในการลดการอักเสบ สมานแผล ลดการอักเสบเป็นแผลเรื้อรัง ลดการอักเสบร้อนแดงของผิวหนัง ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วและไม่เกิดแผลเป็น ทั้งยังช่วยลดอาการข้างเคียงสำหรับคนที่ทำรังสีบำบัดได้อีกด้วย
ฟ้าทะลายโจร
สามารถลดอาการเจ็บคอได้ดี เพราะมีฤทธิ์ลดการอักเสบ นำใบฟ้าทะลายโจรมาล้างให้สะอาดประมาณ 2-3 กำมือ ต้มกับน้ำประมาณ 10 – 15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง
ขมิ้นชัน
เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ลดอาการอักเสบ ผื่นคัน อีกทั้งยังช่วยรักษารอยแผลจากสิว
พริก
มีสรรพคุณมากมายช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้หวัด นอกจากนี้ พริกยังมีสารแคปไซซินซึ่งมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ แก้เข่าอักเสบ แก้ข้ออักเสบได้ เพราะจะไปทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัวขึ้น
วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562
แกงส้ม กินดีมีประโยชน์
แกงส้ม เป็นอาหารที่นิยมกินกันทุกภาค เนื่องจากหากินได้ง่าย และจัดว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ เพราะไม่มีส่วนผสมของกะทิ สามารถใส่ผักได้หลายชนิด จะใส่ผักชนิดเดียวหรือผักหลายชนิดรวมกันก็ได้
สมัยก่อนนิยมใช้ผักชนิดเดียว แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ผักหลายๆ ชนิดมารวมกัน เนื่องจากผักหลายชนิดทำให้มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ต่างกัน และทำให้รสชาติของน้ำแกงอร่อยขึ้น ผักที่ใช้ เช่น ผักกาดขาว ดอกแค แตงโมอ่อน ผักบุ้ง ผักกระเฉด
เนื้อสัตว์ที่นิยมใช้คือ ปลาและกุ้ง ส่วนหนึ่งของเนื้อสัตว์ที่ใส่ในแกงจะนำมาโขลกปนกับเครื่องแกง เครื่องแกงประกอบด้วย พริกแห้ง หอมแดง กะปิ ถ้าจะให้มีรสเผ็ดเพิ่มขึ้น อาจใช้พริกขี้หนูสดสีแดง หรือพริกชี้ฟ้าแดงแทนพริกแห้งก็ได้
คุณค่าโภชนาการของแกงส้มเมื่อกินกับข้าวสวย ๓ ทัพพี จะให้พลังงานประมาณ ๓๗๕ กิโลแคลอรี ซึ่งน้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคในหนึ่งวัน (๑,๖๐๐-๒,๔๐๐ กิโลแคลอรี ขึ้นอยู่กับอายุ เพศและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน) และให้โปรตีน ๒๑.๘ กรัม คิดเป็นร้อยละ ๔๔ ของปริมาณโปรตีนที่แนะนำให้บริโภคประจำวัน นอกจากนี้ ยังให้ปริมาณไขมันที่ต่ำมาก จึงนับว่าเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนักตัว
สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีน้ำหนักตัวปกติ สามารถกินข้าวสวยแกงส้มผักรวมนี้ร่วมกับอาหารอย่างอื่นได้อีก ซึ่งอาหารที่นิยมกินกับแกงส้มมักจะเป็นไข่เจียว แต่เนื่องจากแกงส้มถ้าใส่กุ้งสดจะให้โคเลสเตอรอล ซึ่งมาจากเนื้อกุ้งประมาณ ๑๖๐ มิลลิกรัม เมื่อรวมกับไข่เจียวอีก ๑ ฟอง จะให้โคเลสเตอรอลเกือบ ๔๐๐ มิลลิกรัม ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาโคเลสเตอรอลในเลือดสูง และยังเกินปริมาณโคเลสเตอรอลที่แนะนำในแต่ละวัน (ไม่ควรเกิน ๓๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน)
ดังนั้น ถ้ากินแกงส้มผักรวมกุ้งสด ควรเลือกกินกับอาหารอื่นที่ให้โคเลสเตอรอลต่ำ หรือถ้าต้องการกินแกงส้มกับไข่เจียว แนะนำให้เปลี่ยนจากเนื้อกุ้งเป็นเนื้อปลาแทน
ข้อควรระวังอีกประการคือ ปริมาณโซเดียม ซึ่งอยู่ในเครื่องแกงและเครื่องปรุงรสของแกงส้มจะค่อนข้างสูง สำหรับผู้ที่มีปัญหาความดันสูงหรือผู้ที่ต้องจำกัดปริมาณโซเดียมในอาหาร ควรระมัดระวังการกินน้ำแกงส้มอย่าให้มากเกินไป
นอกจากนี้ การกินผักสีต่างๆ ยังทำให้ร่างกายได้รับสารพฤกษเคมี เช่น แคโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายอีกด้วย
แกงส้มนอกจากจะเป็นอาหารที่ให้พลังงานและไขมันต่ำแล้ว ยังเป็นแหล่งที่สำคัญของใยอาหาร ซึ่งมาจากการใส่ผักชนิดต่างๆ ลงไป จึงมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายของร่างกายคนเรา แวะมาทานอาหารหรือสนใจเมนูอาหารสุขภาพเมนูอื่นสอบถามได้ที่ร้าน myhome ถนนแม่ชี ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 087-330-0333,045-311333 เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น.
วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562
5 ผลไม้คลายร้อน เย็นชื่นใจ น้ำตาลไม่สูง ไม่อ้วน
เคล็ดลับทุกสิ่งอย่างที่จะช่วยคลายร้อนกันมากมาย นอกจากแอร์ และพัดลมจะช่วยคลายร้อนภายนอกร่างกายได้แล้ว เราต้องคล้ายร้อนจากภายในกันด้วย “อาหาร” ที่เราทาน ซึ่งก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ผลไม้” ยิ่งแช่มาเย็นๆ ยิ่งอร่อยชื่นใจ จะมีผลไม้อะไรบ้างที่ช่วยคลายร้อน พร้อมคุณค่าทางสารอาหารดีๆ พร้อมน้ำตาลน้อย ไม่อ้วนกันบ้าง
1. มะพร้าว
มะพร้าวมาพร้อมทั้งเนื้ออ่อนๆ เคี้ยวมันเพลินปาก และน้ำมะพร้าวที่ชื่นฉ่ำใจ นอกจากช่วยคลายร้อนแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งเต่งตึง และแก้กระหายได้เป็นอย่างดี
2. แตงโม
ผลไม้แตงโม ยิ่งเป็นแตงโมปั่นยิ่งฟินเวอร์ เพราะแตงโมเป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะ และน้ำตาลไม่สูงอย่างที่ตรงกับโจทย์ของเราเป๊ะ นอกจากดับกระหายได้ดี รสชาติไม่หวานจนเกินไปแล้ว ยังมีแคลอรี่ต่ำ มีไลคีน และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ผิวพรรณ และเส้นผมแข็งแรง บำรุงสายตา และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจอีกด้วย
3. แก้วมังกร
นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีเนื้อฉ่ำๆ ทานง่าย มีกากใยอาหารที่เหมาะสมแก่การขับถ่าย แล้วยังน้ำตาลน้อยอีกด้วย แถมยังช่วยดับกระหาย คลายร้อน ป้องกันการโรคหัวใจ และหลอดเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย บำรุงผิว และลดความดันโลหิตได้ด้วย
4. แคนตาลูป / เมล่อน
ใครชอบผลไม้ไทยก็เลือกแคนตาลูป หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และรสชาติไม่หวาน แต่หากใครอยากเพิ่มหวานอีกนิด เนื้อนุ่มอีกหน่อย และอยากหรูขึ้นมาอีก 0.5 เท่า เราแนะนำเมล่อน โดยเฉพาะเมล่อนญี่ปุ่น มันเกิดมาเพื่อเป็นผลไม้หน้าร้อนจริงๆ ทานแล้วจะช่วยบำรุงผิว ชะลอวัย บำรุงสายตา บำรุงระบบประสาท และสมอง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน แถมยังช่วยลดไข้ได้อีกด้วย
5. แอปเปิ้ล
แอบเปิ้ลแช่เย็นก็ฟินอย่างบอกใครเหมือนกันนะ จะนำมาปั่นทานเป็นสมูทตี้โดยใส่โยเกิร์ตก็อร่อยไม่แพ้ผลไม้อื่นๆ ยิ่งใครชอบรสหวานนิดเปรี้ยวนำ เราแนะนำแอปเปิ้ลเขียว นอกจากเป็นผลไม้สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักอย่างแท้จริงแล้ว ยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง วิตามินซีสูง ป้องกันหวัด แล้วยังช่วยบำรุงให้หัวใจแข็งแรงอีกด้วย
ทางร้าน My Home Ubon ขอนำเสนอ “เมนูเครื่องดื่มเย็น”ซึ่งมีหลากหลายให้เลือกกัน เพื่อคลายความร้อนมาลองกันที่ #Myhomeubon ร้านอาหาร เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น. จองห้อง/สำรองจองโต๊ะ👉 ติดต่อสอบได้ที่ 👈☎ : 087-330-0333,045-311333Line : @Myhomeubon
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
กินและฟิต ตามกรุ๊ปเลือด
หากจะพูดถึงคำว่าการออกกำลังกายนั้น เป็นเรื่องดีก็จริง แต่บางครั้งเราสมควรจะต้องเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับร่างกายของเราด้วย รวมทั้งการเลือกกินอาหารด้วยเช่นกัน ควรเลือกกินอาหารให้เหมาะสมกับปริมาณที่ร่างกายเราต้องการ วันนี้เราจึงมีการออกกำลังกายและการเลือกกินอาหารให้เหมาะสมตามกรุ๊ปเลือดของแต่ละคนมาบอกกัน
กรุ๊ปเลือดA สำหรับกรุ๊ปเอนั้นสมควรหันมากินผัก ผลไม้ ให้มากๆ เลย ที่สำคัญสมควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และอย่าทานแป้งมากเช่นเดียวกับคนกรุ๊ปโอ เพราะมันจะทำให้คุณอ้วนง่ายมากๆ ที่สำคัญสำหรับคนกรุ๊ปเอที่อยากจะลดน้ำหนักห้ามอดอาหารโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารลดลง และกลายเป็นว่าน้ำหนักไม่ลดลงเลย การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับกรุ๊ปเลือดเอ คือ คนกรุ๊ปเอเป็นประเภทไม่ชอบออกแรงเยอะ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องใช้แรงมาก แต่ให้เวลากับการออกกำลังกายแต่ละครั้งนานหน่อย และถ้าเป็นไปได้ สมควรเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้สมาธิ ซึ่งยุคนี้แพร่หลายมาก เช่น การฝึกโยคะ หรือจะเป็นการเดินช้าๆ ก็ดีไม่หยอก เพราะจะช่วยประสานพลังในร่างกาย
กรุ๊ปเลือดB เลือกกินอาหารให้สมดุลมากที่สุด แต่สมควรต้องงดอาหารจำพวกแป้ง ถั่วและเนื้อไก่ เพราะอาหารจำพวกนี้จะมีสารเลคตินซึ่งจะไปรบกวนการเผลาผลาญไขมันในร่างกาย ทำให้อาหารไม่ย่อย จุกเสียด อ้วนง่าย สมควรหาเครื่องดื่มประเภทชามาจิบเพื่อผ่อนคลาย การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับกรุ๊ปเลือดบี คือ ไม่สมควรใช้การออกกำลังกายแบบบ้าพลังมากนัก ควรเป็นการออกกำลังกายแบบปานกลางเบาๆ แต่ต้องออกให้หนักกว่ากรุ๊ปเอนิดนึง เช่น เดินเร็วๆ ตีกอล์ฟ ตีปิงปอง หรือจะกระโดดไปลองบอดี้คอมแบต และพวกคาราเต้บ้างก็ได้
กรุ๊ปเลือดO หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าคนกรุ๊ปโอสมควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและของมัน สมควรหันไปกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์แทน เพราะคนเลือดกรุ๊ปนี้จะมีระบบการเผาผลาญเนื้อสัตว์ได้ดี การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับกรุ๊ปเลือดโอ คือ แบบที่ต้องใช้แรงมากหน่อย ใช้การเผาผาญสูงและใช้อัตราการหายใจเร็วหน่อย อย่างการเต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน ยกน้ำหนัก ว่าย
กรุ๊ปเลือดAB ในการเลือกทานอาหารนั้น สมควรเน้นการทานอาหารทะล ถั่วเหลือง และผักมากๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบเผาผลาญไขมันในร่างกาย สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงสำหรับคนกรุ๊ปเลือดนี้คือ พวกเครื่องดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม ตลอดจนเหล้าเบียร์ การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับเลือดกรุ๊ปเอบี คือ สำหรับแนวทางการออกกำลังกาย คือ ต้องใช้วิธีผสมผสานระหว่างเลือดกรุ๊ปเอและบีค่ะ คือควรออกกำลังกายแบบไม่ต้องใช้แรงมาก สลับการออกกำลังกายแบบแรงปานกลาง เช่น อาจจะเล่นโยคะก่อนแล้วค่อยออกมาเดินเร็วๆ อีกสักพักอะไรประมาณนี้
จบกันไปแล้วทั้ง 4 กรุ๊ปเลือดนะคะ หวังว่าคุณผู้อ่านทุกท่านจะนำเอาความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับกรุ๊ปเลือด และกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อดูแลรักษาสุขภาพของคุณ ๆ ทั้งหลายให้แข็งแรงกันตลอดไปนะคะ
ทางร้าน myhomeubon มีเมนูแนะนำเพื่อสุขภาพสำหรับคนรักสุขภาพกับเมนู 🥗“สลัดหลวงพระบาง” 🥗 เมนูเด่นจากหลวงพระบาง สลัดจานนี้นำผักออร์แกนิค 🍅🥦 🥒 ทั้งผักกาดแก้ว แตงกวา มะเขือเทศลูกเล็ก ฉ่ำๆ กรุบๆ สดใหม่ มาปรุงด้วยน้ำสลัดสูตรของหลวงพระบาง ปิดท้ายด้วยถั่วลิสงคั่วโรย กลายมาเป็นเมนูสลัดที่อร่อย ได้ประโยชน์ สุขภาพดีในตัว ส่วนรสชาติจะแตกต่างจากการทานสลัดปกติที่เราๆ เคยทานมาหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กัน ที่ร้าน ✨ #myhomeubon♥ สามารถมาทานได้ที่ร้านมายโฮมได้นะคะ รับรองว่าอาหารอร่อยทุกอย่าง สนใจหรือสบถามได้ที่ร้าน myhome ถนนแม่ชี ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 087-330-0333,045-311333 เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น.
การกินเนื้อสัตว์ให้ถูก
จะกินเนื้อสัตว์ให้ได้ประโยชน์ ต้องคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี ควรกินเนื้อสัตว์ให้ถูกวิธี และกินในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย กินให้ดี ก็ได้ประโยชน์ ถ้ากินไม่ดี ก็จะเป็นผลเสียกับร่างกายในระยะยาว อย่ากระนั้นเลย เหล่านักกินเนื้อทั้งหลายมาดูกันดีกว่าว่า เนื้อแต่ละชนิด เราควรเลือกกินกันอย่างไร
เนื้อหมู เนื้อหมูส่วนที่มีโปรตีนคุณภาพมากที่สุดคือ เนื้อหมูสันใน ซึ่งมีความนุ่ม เนื้อเส้นใยเล็ก ไม่มีไขมันแทรก ส่วนเนื้อสันคอ จะเป็นเนื้อส่วนที่มีริ้วไขมันแทรก ทำให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและเด้ง เมื่อนำไปประกอบอาหาร เช่น ย่าง จึงได้เนื้อที่นุ่มลิ้น ฉ่ำน้ำ รสอร่อย ด้านส่วนที่มีไขมันมากที่สุดคือ หมูสามชั้น คอหมู และซี่โครงหมู
การเลือกกินเนื้อหมูที่ดีจึงควรให้ได้สารอาหารสมดุลกับปริมาณที่ร่างกายแต่ละคนต้องการ เพราะนอกจากโปรตีนแล้ว ในเนื้อหมูยังมีสารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินบี 1 ช่วยลดอาการเหน็บชา วิตามินเอ บำรุงสายตา ฟอสฟอรัส และไนอาซีน ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และบำรุงสมอง
เนื้อวัว แม้เนื้อวัวจะมีปริมาณโปรตีนสูง แต่ก็พ่วงมากับปริมาณไขมันที่สูงเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อโคขุนทั้งหลาย เพราะฉะนั้นใครที่กำลังลดน้ำหนัก ควรเลือกกิน เนื้อสันส่วนบน ซึ่งมีโปรตีนสูงแต่มีไขมันแทรกอยู่น้อย โดยในเนื้อวัวมีธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงเลือด และวิตามินบี 12 ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และสมองเสื่อม
เนื้อไก่ จัดเป็นเนื้อชนิดแรกๆ ที่คนรักสุขภาพจะนึกถึง เพราะนอกจากจะเป็นเนื้อที่ให้โปรตีนคุณภาพสูง ยังมีปริมาณไขมันที่น้อยมากๆ (เมื่อเลาะหนังออกแล้วนะ) โดยเฉพาะ เนื้ออกไก่ ซึ่งมีไขมันเพียงร้อยละ 8.2 ส่วนสะโพก ปีก และส่วนตูดไก่ คือส่วนที่มีไขมันมากที่สุด
นอกจากนี้ไก่ยังมีสารอาหาร เช่น วิตามินบี 3 ซึ่งช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี 12 ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือด รวมทั้งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย แถมยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าเนื้อแดง เนื้อไก่จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาและคนรักสุขภาพ ส่วนของน่องสะโพกก็เป็นที่โปรดปรานของหลายคนไม่แพ้กัน โดยการนำเนื้อไก่มาหมักซอสต่างๆ จะทำให้เนื้อไก่มีรสชาติที่อร่อยมากยิ่งขึ้น
เนื้อปลาและซีฟู้ด ในเนื้อปลา มีโปรตีนชนิดที่ย่อยง่าย มีโอเมกา 3 ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี มีส่วนช่วยบำรุงสมอง สายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคหัวใจ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ บี และดี มีแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น ไอโอดีน ช่วยป้องกันโรคคอพอก ธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด และแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก
ส่วนกุ้ง หอย ปู ปลา และหมึก ก็เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แคลเซียมจากเปลือกกุ้งช่วยเสริมสร้างกระดูก และยังมีโอเมกา 3 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ควรระวังเรื่องคอเลสเตอรอลที่มักพ่วงมากับอาหารทะเลบางชนิดด้วย
วันนี้ทางร้าน myhomeubon มีเมนูนำเสนอ 🍗“เนื้อย่างโพนยางคำ”🍗 เนื้อโคขุนคุณภาพดี รสชาติอร่อย เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ ติดมัน ย่างบนเตา ไฟกลางๆ หั่นชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด🌶 เด็ดดวงมากค่ะ !! อย่าลืมมาลิ้มลองความอร่อยกันนะคะ มายโฮมอาหารอร่อย♥ ถนนแม่ชี ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 087-330-0333,045-311333 เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น.
เนื้อหมู เนื้อหมูส่วนที่มีโปรตีนคุณภาพมากที่สุดคือ เนื้อหมูสันใน ซึ่งมีความนุ่ม เนื้อเส้นใยเล็ก ไม่มีไขมันแทรก ส่วนเนื้อสันคอ จะเป็นเนื้อส่วนที่มีริ้วไขมันแทรก ทำให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและเด้ง เมื่อนำไปประกอบอาหาร เช่น ย่าง จึงได้เนื้อที่นุ่มลิ้น ฉ่ำน้ำ รสอร่อย ด้านส่วนที่มีไขมันมากที่สุดคือ หมูสามชั้น คอหมู และซี่โครงหมู
การเลือกกินเนื้อหมูที่ดีจึงควรให้ได้สารอาหารสมดุลกับปริมาณที่ร่างกายแต่ละคนต้องการ เพราะนอกจากโปรตีนแล้ว ในเนื้อหมูยังมีสารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินบี 1 ช่วยลดอาการเหน็บชา วิตามินเอ บำรุงสายตา ฟอสฟอรัส และไนอาซีน ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และบำรุงสมอง
เนื้อวัว แม้เนื้อวัวจะมีปริมาณโปรตีนสูง แต่ก็พ่วงมากับปริมาณไขมันที่สูงเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อโคขุนทั้งหลาย เพราะฉะนั้นใครที่กำลังลดน้ำหนัก ควรเลือกกิน เนื้อสันส่วนบน ซึ่งมีโปรตีนสูงแต่มีไขมันแทรกอยู่น้อย โดยในเนื้อวัวมีธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงเลือด และวิตามินบี 12 ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และสมองเสื่อม
เนื้อไก่ จัดเป็นเนื้อชนิดแรกๆ ที่คนรักสุขภาพจะนึกถึง เพราะนอกจากจะเป็นเนื้อที่ให้โปรตีนคุณภาพสูง ยังมีปริมาณไขมันที่น้อยมากๆ (เมื่อเลาะหนังออกแล้วนะ) โดยเฉพาะ เนื้ออกไก่ ซึ่งมีไขมันเพียงร้อยละ 8.2 ส่วนสะโพก ปีก และส่วนตูดไก่ คือส่วนที่มีไขมันมากที่สุด
นอกจากนี้ไก่ยังมีสารอาหาร เช่น วิตามินบี 3 ซึ่งช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี 12 ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือด รวมทั้งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย แถมยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าเนื้อแดง เนื้อไก่จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาและคนรักสุขภาพ ส่วนของน่องสะโพกก็เป็นที่โปรดปรานของหลายคนไม่แพ้กัน โดยการนำเนื้อไก่มาหมักซอสต่างๆ จะทำให้เนื้อไก่มีรสชาติที่อร่อยมากยิ่งขึ้น
เนื้อปลาและซีฟู้ด ในเนื้อปลา มีโปรตีนชนิดที่ย่อยง่าย มีโอเมกา 3 ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี มีส่วนช่วยบำรุงสมอง สายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคหัวใจ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ บี และดี มีแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น ไอโอดีน ช่วยป้องกันโรคคอพอก ธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด และแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก
ส่วนกุ้ง หอย ปู ปลา และหมึก ก็เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แคลเซียมจากเปลือกกุ้งช่วยเสริมสร้างกระดูก และยังมีโอเมกา 3 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ควรระวังเรื่องคอเลสเตอรอลที่มักพ่วงมากับอาหารทะเลบางชนิดด้วย
วันนี้ทางร้าน myhomeubon มีเมนูนำเสนอ 🍗“เนื้อย่างโพนยางคำ”🍗 เนื้อโคขุนคุณภาพดี รสชาติอร่อย เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ ติดมัน ย่างบนเตา ไฟกลางๆ หั่นชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด🌶 เด็ดดวงมากค่ะ !! อย่าลืมมาลิ้มลองความอร่อยกันนะคะ มายโฮมอาหารอร่อย♥ ถนนแม่ชี ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 087-330-0333,045-311333 เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น.
วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
การบำรุงสายตาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากเพื่อถนอมสายตาของเรา วันนี้เราจึงมีอาหารบำรุงสายตามาแนะนำ ไปดูกันเลย
1.อะโวคาโด
อะโวคาโด ผลไม้ที่อุดมไปด้วยลูทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 6 และวิตามินซี ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพดวงตา ช่วยป้องกันอาการตาฝ้าฟาง อีกทั้ง ยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของดวงตาตามวัยได้
2.ปลาแซลมอน
นอกจากจะช่วยบำรุงหัวใจแล้ว ปลาแซลมอน ยังถือว่าเป็นซุปเปอร์ฟู้ดในการบำรุงสายตาอีกด้วย สำหรับคนที่จ้องหน้าจอคอมนานๆ หรือตาแห้ง เป็นอีกเมนูที่ต้องทานจริงๆ เพราะปลาแซลมอนอุดมไปด้วย DHA ซึ่งเป็นกรดที่มีอยู่ในจอประสาทตา อีกทั้ง ยังช่วยป้องกันอาการตาแห้งได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นไขมันโอเมก้า 3 ก็ยังช่วยบำรุงสายตาได้
3.ผักบุ้ง
ผักที่มีวิตามิน และประโยชน์มากมายจริงๆ นอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการบำรุงสมองแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำยังช่วยรักษาอาการสายตาสั้น ตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง และอาการคันตาบ่อยๆ อีกด้วย
4.ไข่
กินไข่เป็นประจำก็ช่วยให้มีสุขภาพดวงตาที่ดีได้ เพราะไข่อุดมไปด้วยลูทีน และซีแซนทีน อันมีคุณสมบัติลดความเสี่ยงโรคตาที่เกิดตามวัย และถ้าอยากให้ได้ประโยชน์ที่มากขึ้น เวลาซื้อไข่มารับประทานก็ควรจะมองหาไข่ที่มีโอเมก้า 3 ด้วยนะคะ เพราะไข่เหล่านี้ จะเป็นไข่มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าไข่ทั่วไป
5.แครอท
แครอท ถือเป็นอาหารบำรุงสายตาที่เด็ดดวงอีกชนิดหนึ่ง เพราะเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน ที่อยู่ในแครอทมีฤทธิ์ในการดูแลสุขภาพดวงตาโดยตรง ช่วยบำรุงให้กระจกตาใสแจ๋ว ป้องกันเซลล์ต่างๆ ในดวงตา อีกทั้ง ยังป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืนได้ ไม่เพียงเท่านั้น ลูทีนที่อยู่ในแครอทยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของจอประสาทตา และป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมอีกด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


















































